Popular Posts
-
แพทยผู้ดำเนินการ พญ.พิลัมภา โพธิวัตถุธรรม -แพทยศาสตร์บัณฑิต ร.พ.รามาธิบดี ม.มหิดล -วุฒิบัตรด้านเวชศาสตร์ความงามและผิวพรรรณจากAmeri...
-
4869697234" style="cursor: hand; display: block; height: 150px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 200px;" /...
-
Laser Toning Technique By Q- Switch Nd-YAG เลเซอร์ Q- Switch Nd-YAG ถือเป็นเลเซอร์มาตรฐานที่ใช้รักษาความผิดปกติของสีผิวในผิวหนังทั้งใ...
-
ปัญหาการหย่อนคล้อยของผิวหน้า ไม่ว่าจะเปลือกตาตก ร่องแก้มย้อย แก้มคล้อย คางสองชั้น ล้วนเกิดขึ้นได้ตามกาลเวลาที่ร่วงโรย ดังนั้นความต้องการ...
-
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบ (Atopic dermatitis) ตำแหน่งที่เกิดผื่น เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เป็นๆ หายๆ พบบ่อย...
-
สิว(Acne Valgaris) สิวมักเป็นมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว อาการของสิวแต่ละคนไม่เท่ากัน อาการพบได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงนักจนกระทั่งรุนแรงและอั...
-
เส้นเลือดขอด โรคเส้นเลือดขอด เป็น โรคของหลอดเลือดที่พบบ่อยที่สุดคำว่า เส้นเลือดขอด หรือ Varicose vein นั้น หมายถึง การที่หลอดเลือดดำในบริเ...
-
ปัญหารอยคล้ำบนผิวหน้าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะการเกิดกระและฝ้าบนใบหน้า ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว...
-
3D Fractional RF ปัญหาผิวพรรณของคนเรา ส่วนใหญ่ๆ หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องสิว แผลเป็นจากสิว ไม่ว่าจะเป็นรอยดำ รอยหลุม หรือรอยแดงจากสิ...
Wednesday, October 16, 2013
เทคโนโลยีใหม่กระตุ้นหลุมสิว
3D Fractional RF
ปัญหาผิวพรรณของคนเรา ส่วนใหญ่ๆ หลักๆ ก็จะเป็นเรื่องสิว แผลเป็นจากสิว ไม่ว่าจะเป็นรอยดำ รอยหลุม หรือรอยแดงจากสิว ฝ้า รอยด่างดำ ริ้วรอยเหี่ยวย่น รูขุมขนกว้าง ผิวหน้าหย่อนคล้อยไม่กระชับ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ซึ่งในปัจจุบัน วิวัฒนาการด้านความงาม ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ได้ผลมากขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น และผลข้างเคียงน้อยลง
Fractional RF ก็เป็นอีกวิวัฒนาการด้านความงาม ที่ใช้เทคโนโลยี ของการใช้พลังงานคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) มาใช้ในการรักษาผิวพรรณ ตัวคลื่น RF ที่เราเคยรู้จักกันมาบ้าง ก็เช่น Thermage ส่วนคำว่า Fractional ที่เรารู้จักกันมาก่อน จะเป็นเลเซอร์เป็นส่วนใหญ่ เช่น Fraxel,Fine scan Fractional RF เป็นการนำเอา พลังงานคลื่นวิทยุ RF มาผสมผสานให้เป็นแบบ Fractional โดยที่ไม่ใช่เลเซอร์แบบเดิมๆ ที่เรารู้จักกัน โดยมีข้อแตกต่างกันที่ Fractional Laser ลักษณะพลังงานจะเป็นรูปปิรามิดคว่ำ (Traditional fractional resurfacing ) แต่ Fractional RF ลักษณะพลังงานจะเป็นรูปปิรามิดตั้ง (Subablative Rejuvenation)ซึ่งข้อแตกต่างนี้ อธิบายได้ว่า Fractional Laser จะทำลายผิวหน้าด้านบนมากกว่า Fractional RF และกระตุ้นคอลลาเจนหรือมีผลต่อผิวหนังด้านลึกได้น้อยกว่า Fractional RF แต่ขณะที่ Fractional RF จะกระทบต่อผิวหนังด้านบนน้อยกว่า หรือจะถูก burn น้อยกว่า Fractional Laser จึงไม่เกิดรอยดำหลังทำ เพราะไม่มีพลังงานความร้อนจากเลเซอร์ เหมือนเครื่อง Fractional Laser และมีอำนาจการทะลุทะลวงเจาะเข้าไปถึงชั้นผิวหนังแท้ได้กว้างขึ้น มากขึ้น แรงขึ้น จึงกระตุ้นคอลลาเจนได้มากกว่า Fractional Laser หรือสรุปง่ายๆ คือ Fractional RF หลังทำจึงมีปัญหารอยดำคล้ำหลังการทำน้อยกว่า Fractional Laser แต่ ประสิทธิภาพการรักษาจะได้ผลดีกว่า มากกว่า Fractional Laser
Fractional RF Micro Needle Technology ( FRM) เป็น Fractional RF แบบที่ใช้เข็ม นาโนขนาดเล็กมาก แทงทะลุผ่านชั้นผิวหนังกำพร้า เข้าไปที่ชั้นหนังแท้ ตัวเข็มนาโน จะทำหน้าที่คล้ายๆ Dermaroller ในสมัยเมื่อหลายปีก่อน โดยทำให้เกิด Stamping effect ไปกระตุ้น Growth facter และยังทำลายพังผืดที่ยึดเกาะรอยหลุม หรือรูขุมขนกว้าง หลังจากเข็มผ่านเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการแล้ว จะมีการปลดปล่อยคลื่น RF ที่ระดับ 2MHz เป็นระยะๆ ในอุณหภูมิคงที่ โดยพลังงานตัวนี้จะไปกระตุ้นองค์ประกอบสำคัญของผิวทั้ง 3 ชนิด ในคราวเดียวกัน คือ กระตุ้นการสร้าง Collagen,Elastin และ Hyaluronic acid ไปพร้อมๆกัน ซึ่งทั้งสามตัว เป็นโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นผิวหนัง เมื่อคอลลาเจน ฟื้นฟู ริ้วรอยก็จะลดน้อยลง ผิวมีความตึงกระชับมากขึ้น ผิวจึงเต่งตึง ฟูขึ้น และอีลาสตินที่มากขึ้นก็ไปทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นเหมือนผิวเด็ก หรือที่เรียกว่าผิวเด้ง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสารอุ้มน้ำ (Hyaluronic acid ) จะคอยพยุงคอลลาเจนและอีลาสติน ให้โดดเด่นเห็นชัดเจนบนผิวภายนอก ดังนั้น การทำ Fractional RF Needle (FRM) จึงเป็นวิธีการที่ช่วยกระตุ้น และฟื้นฟูผิวหน้าแบบองค์รวม คือทำครั้งเดียว ได้ทั้งรอยหลุมตื้นขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น ริ้วรอยลดลง หน้ากระชับ เต่งตึง อวบอิ่ม มีน้ำมีนวล ในขณะที่เลเซอร์จะสามารถแก้ปัญหาได้เป็นอย่างๆ ไม่สามารถจะทำการแก้ไขไปพร้อมๆ กันได้
ขณะนี้ทางคลินิกได้นำเครื่องนี้มาใช้ในการกระตุ้นหลุมสิว พบว่าได้ผลดี ยังไม่พบปัญหารอยดำหลังทำแต่อย่างใด รูปหน้ายกกระชับขึ้น รูขุมขนเล็กลง หน้าใส สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่คลินิกหมอนริทธิ์-หมอพิลัมภา ค่ะ
Thursday, February 21, 2013
ฝ้า กระ รักษาได้
ปัญหารอยคล้ำบนผิวหน้าเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะการเกิดกระและฝ้าบนใบหน้า ทำให้ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าวเกิดความกังวลใจ และในปัจจุบันค่านิยมในสังคมที่ชอบลักษณะใบหน้าขาวใส ทำให้ผู้ที่มีปัญหาฝ้า กระ พยายามหาทางแก้ไขด้วย
วิธีต่างๆมีทั้งที่ได้ผลและไม่ได้ผล และบางคนโชคร้าย ไม่ดีขึ้นและยังแย่ลงอีก ดังนั้นเราจึงควรศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อนทำการรักษา
กระและฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้
กระและฝ้าเกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ อย่างไรก็ตามผื่นทั้งสองจะมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้
กระ(Freckle) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็ก กว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่าอาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็กจากนั้นจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น แบ่งได้4ประเภท ได้แก่
1. กระตื้น ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร ขอบเขตไม่ชัดเจน และมักพบกระจายทั่วใบหน้า ถ้าโดนแดดสีมักจะเข้มขึ้น แต่ถ้าไม่โดนแดดนานๆ สีมักจะจางลงได้เอง
2. กระลึก ลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทาๆ เห็นเป็นเงาลึกๆ ส่วนใหญ่อยู่บริเวณโหนกแก้ม 2 ข้าง
3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ จะเป็นก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระก็ได้ บางครั้งดูคล้ายหูด มักพบบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัวก็ได้
4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่พบในคนสูงอายุหรือคนที่ต้องทำงานอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานาน
ฝ้า (Melasma) พบบ่อยในผู้หญิงอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป (ผู้ชายก็เป็นได้นะคะ) มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้าได้เป็นสามชนิด
1.ฝ้าตื้น เกิดในบริเวณหนังกำพร้า มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้ค่อนข้างตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนังจึงง่ายต่อการกำจัด
2.ฝ้าลึก เกิดในชั้นหนังแท้ ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจนเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาค่อนข้างยาก ตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา ชนิดสุดท้ายเป็นชนิดผสม มีเม็ดสี
3.ฝ้าผสม เมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า
การแยกชนิดของฝ้านั้นจะมีประโยชน์ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด และเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับชนิดของฝ้านั้นๆ
สาเหตุของการเกิดฝ้า
ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างร่วมกันได้แก่
1.แสงแดด สำหรับแสงแดดมีส่วนประกอบของรังสีอัลตราไวโอเลตชนิด A (UVA) และชนิด B (UVB) รังสีทั้งสองชนิดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น
2.ฮอร์โมน ในส่วนของฮอร์โมนเชื่อว่าฮอร์โมนเพศชนิดเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) มีผลทำให้เกิดฝ้า โดยสังเกตพบว่าฝ้าจะเป็นมากขึ้นในสตรีที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือสตรีที่ตั้งครรภ์ และฝ้ามักจะจางลงภายหลังหยุดยาคุมกำเนิดหรือหลังคลอดบุตร
3.ยา เช่น ยากันชัก
4.การแพ้เครื่องสำอาง โดยเฉพาะการแพ้น้ำหอมหรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางนั้นๆ
การรักษากระและฝ้า เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า และแสงแดด เป็นเรื่องใกล้ตัว ผ้า กระ จึงรักษาให้หายขาดได้ยาก จุดประสงค์ของการรักษา จึงเพื่อให้รอยโรคนั้นจางลง
เน้นหลักสำคัญสองประการคือ
1.หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น นั่นหมายถึงการพยายามเลี่ยงแสงแดด รวมถึงการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทาครีมกันแดดเป็นประจำ งดยากินคุมกำเนิด
2.การพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง มีหลายวีธี ได้แก่
2.1 ยาทา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาทาที่ใช้ในการรักษานั้นแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่กลุ่มที่เร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้ามีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือ Alphahydroxy acid (AHA) และกรดวิตามินเอ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่สองได้แก่ ยาหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีผลลดการสร้างเม็ดสีเมลานินเช่น ยาไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) กรดโคจิค (Kojic acid) หรือเจลวิตามินซี ผลการรักษาจะต้องใช้ ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง มักได้ผลในกรณีที่ฝ้าเกิดในชั้นหนังกำพร้า ส่วนกระอาจจะจางลงได้บ้าง ข้อควรระวังคือใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่น อาการหน้าลอกเป็นขุย แสบแดง ระคายเคือง ดังนั้นยาทาบางชนิดควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นกรดวิตามินเอ หรือยาทาไฮโดรคิวโนน ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นมักจะมีผลข้างเคียง
น้อยกว่า แต่ในขณะเดียวกันผลลัพธ์ที่ได้ก็มักจะน้อยกว่าด้วยเช่นกัน
2.2 ยากิน ได้ผลในคนไข้บางราย และไม่ควรใช้ระยะยาว ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์
2.3 ก5อผิว ชนิด Microdermabrasion (หรืออาจได้ยินในชื่อของเครื่องกรอผิวด้วย
เกร็ดอัญมณี) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีผู้นำมาใช้ในการรักษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งการขจัดเซลล์
ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้นๆ
2.4 สารลอกฝ้า เหมาะกับฝ้าตื้น ควรทำการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์
2.5 เครื่องมือผลักตัวยา เช่น ไออนโต โฟโน อิเล็กโตรพอเลชั่น เมโสเธอราพี มีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวหน้าให้ซึมผ่านผิวหนังเข้าไปได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ยาหรือวิตามินที่ทาไว้ก่อนนั้นออกฤทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น การรักษาด้วยวิธีนี้มีผลข้างเคียงน้อย อาจมีอาการระคายเคืองได้บ้างแต่มักไม่รุนแรง
2.6 เครื่องให้กำเนิดแสงความเข้มสูง (Intense Pulsed Light หรือ IPL) เป็นการรักษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากกล่าวคือเครื่องมือชนิดนี้ให้กำเนิดพลังงานแสงไปยังบริเวณผิวหนังที่มีรอยคล้ำจากกระหรือฝ้า ผิวหนังในส่วนที่มีเม็ดสีเมลานินปริมาณมากกว่าปกติจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินในบริเวณนั้นถูกทำลายและมีจำนวนลดลง มีผลทำให้กระหรือฝ้านั้นจางลงหรือหายไป เห็นผลการรักษาได้ค่อนข้างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามการรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
2.7 เลเซอร์ มีหลายชนิด ที่ผู้เขียนใช้ คือ กลุ่มQ switch Nd-yag
เลเซอร์ Q- Switch Nd-YAG สามารถปล่อยแสงได้ 2 ความยาวคลื่น คือ
532 nm และ 1064 nm
มีลักษณะการยิงเลเซอร์ 2 เทคนิค คือ
1) Focused technique(แบบมีรอยตกสะเก็ด) ใช้ความยาวคลื่นทั้งสองชนิด เหมาะกับรอยโรคเฉพาะที่ เช่น รอยสัก กระ
2) Defocused technique(แบบไม่มีรอยตกสะเก็ด)ใช้ความยาวคลื่นที่1064 nm เท่านั้น เหมาะกับรอยโรคที่กว้าง เช่น ฝ้า หน้าหมองคล้ำ รักแร้ดำ ริมฝีปากคล้ำ
พบว่าผลการรักษาค่อนข้างดี แต่ทั้งนี้คนไข้ต้องพยายามลดปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดฝ้าด้วย
Subscribe to:
Posts (Atom)