Popular Posts

Wednesday, October 27, 2010

เลเซอร์รอยดำ ฝ้า แผลเป็น รอยสัก

Laser Toning Technique By Q- Switch Nd-YAG
เลเซอร์ Q- Switch Nd-YAG ถือเป็นเลเซอร์มาตรฐานที่ใช้รักษาความผิดปกติของสีผิวในผิวหนังทั้งในชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ และใช้สำหรับลบ
รอยสักได้อีกด้วย หลักการทำงานของเลเซอร์ชนิดนี้ คือ การที่พลังงานแสงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนภายในmelanosome (เซลล์ผิวที่ประกอบด้วยเม็ดสีเมลานิน ต้นเหตุแห่งการเกิดฝ้า กระ หน้าหมองคล้ำ) ทำให้เกิดการแตกตัวของเม็ดสีเป็นอนุภาคที่เล็กลง และถูกขจัดออกจากร่างกายโดยผ่านระบบทางเดินน้ำเหลือง
เลเซอร์ Q- Switch Nd-YAG สามารถปล่อยแสงได้ 2 ความยาวคลื่น คือ 532 nm และ 1064 nm
มีลักษณะการยิงเลเซอร์ 2 เทคนิค คือ
1) Focused technique(แบบมีรอยตกสะเก็ด) ใช้ความยาวคลื่นทั้งสองชนิด เหมาะกับรอยโรคเฉพาะที่ เช่น รอยสัก กระ
2) Defocused technique(แบบไม่มีรอยตกสะเก็ด)ใช้ความยาวคลื่นที่1064 nm เท่านั้น เหมาะกับรอยโรคที่กว้าง เช่น ฝ้า
หน้าหมองคล้ำ รักแร้ดำ ริมฝีปากคล้ำ
เลเซอร์ Q- Switch Nd-YAG ใช้รักษาอะไรได้บ้าง
1) รักษาฝ้า กระ ลดความหมองคล้ำ
2) รักษารอยแผลเป็นจากสิว จุดด่างดำบริเวณใบหน้าและลำตัว รอยดำจากอุบัติเหตุ
3) กระชับรูขุมขน กำจัดสิวเสี้ยน ลดความมันบนใบหน้า
4) กระชับผิวหน้า แก้ไขหน้าหย่อนคล้อย
5) แก้ไขกระลึก ( Nevus of Ota,Hori’s Nevus)
6) ริมฝีปากคล้ำ ลานนมคล้ำ ขาหนีบหรือรักแร้ดำ
7) ลบรอยสัก(เฉพาะรอยสักสีดำ สีเขียวและสีแดง เท่านั้น)
8) ฟอกสีขนบริเวณแขนและ ผิวหน้าให้จางลง

ใช้เวลารักษาต่อครั้งนานเท่าไร
ประมาณ 30-90 นาที ขึ้นกับตำแหน่งที่ทำการรักษา และทรีทเมนต์อื่นที่อาจทำควบคู่กันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด


ต้องทำการรักษาบ่อยแค่ไหนจึงจะได้ผล
สำหรับการทำให้หน้าใส กระชับ ลดฝ้า กระ
ขาหนีบดำ รักแร้ดำ สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ แนะนำให้ทำการรักษาห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 3 ครั้งเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น หลังจากนั้นเพื่อคงสภาพความอ่อนเยาว์แนะนำให้ทำการรักษาต่อเดือนละ 1 ครั้ง
สำหรับรอยสัก แนะนำรักษาห่างกันประมาณ 3-4 สัปดาห์ ต่อเนื่องกันประมาณ 2-10 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและสีที่ใช้สัก
สำหรับกระลึก (Hori’s) และปานโอตะ
( Nevus of Ota) โดยเฉลี่ยต้องรับการรักษาประมาณ 5-10 ครั้ง ทุก 1-2 เดือน

ขณะทำการรักษาด้วย Laser Toning Technique จะรู้สึกอย่างไรบ้าง

ขณะทำการรักษาจะรู้สึกอุ่นบริเวณผิวเล็กน้อย
ไม่มีอาการเจ็บปวด

Sunday, October 10, 2010

การรักษาสิว

สิว(Acne Valgaris)
สิวมักเป็นมากในวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว อาการของสิวแต่ละคนไม่เท่ากัน อาการพบได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงนักจนกระทั่งรุนแรงและอักเสบมาก ที่สำคัญคือเมื่อสิวหายไปแล้วยังคงทิ้งร่องรอยไว้ เช่นรอยดำ รอยบุ๋ม รอยนูน หรือแผลเป็น
บริเวณที่สิวชื่นชอบมากเป็นพิเศษก็คือ ใบหน้า หน้าอก และหลังซึ่งเป็นบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่เป็นจำนวนมาก โดยสิวสามารถเกิดได้จากหลายๆสาเหตุด้วยกัน อย่างเช่นเมื่อย่างเข้าสู่วัย รุ่นต่อมไขมันจะมีขนาดโตขึ้นและผลิตไขมันมากขึ้น การที่มีเชื้อ P. acnes เป็นจำนวนมากที่บริเวณรูขุมขน ซึ่งจะย่อยสลายไขมันทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนและเกิดการอักเสบขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่กระตุ้นให้สิวกำเริบ เช่น การล้างหน้าด้วยสบู่บ่อยๆ หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ วิตามินบางชนิด หรือฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของลาโนลินและขี้ผึ้ง เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้ทั้งสิ้น
ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว เพราะความเครียดจะกระตุ้นให้ต่อมไขมันหลั่งไขมันออกมามากขึ้น หรือกลุ่มคนที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับอากาศร้อนเหงื่ออกมากหรือทำงานในโรงงานที่ต้องสัมผัสกับน้ำมัน ก็ล้วนทำให้เป็นได้มากขึ้นเช่นกัน
ยารักษาสิวมีทั้งยารับประทานและยาทา
ยาทาที่นิยมใช้มีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.ยาปฏิชีวนะประเภทคิริโทมัยซินนามิกและนลินดามัยซินนามิก เพื่อใช้ลดปริมาณ P.acnc ในรูขุมขน 2.เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์นั้น นอกจากจะเป็นกลุ่มที่ช่วยลดปริมาณของ P.acnc ทีรูขุมขนแล้วยังช่วยละลายหัวสิวอีกด้วย แต่ยาทากลุ่มนี้มีหลายความเข้มข้นๆ ที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย 3.กรดวิตามินเอ ยากลุ่มนี้จะช่วยให้มีการหลุดลอกของหัวสิวใช้ได้ดีในสิวชนิดไม่อักเสบ
ยารับประทานก็มี 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1. ยาปฏิชีวนะ 2. กรดวิตามินเอ 3. ฮอร์โมน แต่การใช้ควรอยู่ในความควบคุมของแพทย์เท่านั้น
เนื่องด้วยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นการใช้ยาที่กล่าวมาแล้วทั้ง 4 ชนิดนี้จึงต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์